Thai-Urban-Legend

2008/Feb/20

เรื่องเล่า

    มีคนเล่าให้กันฟังว่า มีเบอร์โทรอยู่เบอร์หนึ่งที่เมื่อโทรไปแล้ว ขออะไรก็จะได้ตามที่ต้องการ ชายคนหนึ่งก็อยากลองมากจึงโทรเข้าไปที่เบอร์นี้... ซึ่งมีเงี่อนไขอยู่ว่า ต้องโทรเพียงคนเดียว ในตอนเที่ยงคืนเท่านั้น และห้ามพกเครื่องรางของขลังใด ๆ เอาไว้ด้วย

    ตรู๊ดดดดดดด...... สัญญาณ สายว่างดังขึ้น หมายถึงว่าต่อติดแล้ว และกำลังรอให้คนรับสาย...

    ตรู๊ดดดดดดด...... ตรู๊ดดดดดดด...... เสียงดังเรียกเหมือนไม่มีวันจบสิ้น ตามมาด้วยเสียง

    แกร๊ก...

    “แกต้องการอะไร ในที่สุดก็มีคนรับสาย...เป็นเสียงผู้ชายแหบแห้ง เขาเองก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องที่จะขอมาก่อน ที่โทรก็แค่อยากลอง จะเอาอะไรดี ๆ แล้ว เขาก็ขอแบบที่นึกออกก็ขอไป

    “ขอให้ถูกหวยก็แล้วกัน…” เขาขอออกไปในที่สุด

    เสียงนั้นเงียบไปอึดใจ ก่อนตอบมาว่า

    “ได้สิ แล้วจะให้อะไรตอบแทน…. “

    เขานึกไปอึดใจหนึ่งก่อนตอบว่า

    “ถ้าถูกจริงเดี๋ยวจะทำบุญกุ้ง หอย ปู ปลาก็ให้หมดแหละ

    “จริงนะ... เสียงนั้นถาม งั้นขอกุ้งก็แล้วกัน....

    “ได้สิ เขาตอบโดยไม่ต้องลังเล

    แล้วสายก็ตัดไป... วันรุ่งขึ้นเขาได้ซื้อล็อตเตอรรี่ไว้ชุดใหญ่ และเก็บเอาไว้จนลืมไปแล้ว... จนกระทั่งหลายวันต่อมาเขาก็นึกถึงล็อตเตอร์รี่ที่ซื้อเอาไว้ได้จึงเอามาตรวจดู.. และแล้วเขาก็ถูกจริง ๆ รางวัลที่ 1 เต็มชุด... เขารวยแล้ว..... เขาเอาล็อตเตอร์รี่ไปให้ภรรยาของเขาดูเพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้ตาฝาดจริง ๆ และก็คุยกับภรรยาของเขาว่า พรุ่งนี้ต้องไปซื้อของไปทำบุญให้กับผีที่ให้เลขเด็ด..

    รอให้ลูกสาวเขากลับมาก่อนเถอะ จะพากันไปฉลองใหญ่เลย...

    แต่แล้ววันนี้ลูกสาวของเขากลับบ้านช้า... จากเวลาปกติ เป็นชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่กลับมา... แล้วก็มีตำรวจขี่มอเตอร์ไซด์มาจอดหน้าบ้าน เพื่อแจ้งให้เขาทราบ...

    ลูกสาวเขาเพิ่งถูกรถชนตายตอนกำลังกลับจากโรงเรียนนี้เอง... กุ้ง ลูกสาวของเขา......

 

แล้วมันจริงไหม

    หนึ่งในตำนานสุดดังทาง The shock ครับ ความจริงตำนานนี้มีเรื่องที่แตกย่อยออกไปเยอะมากครับ ทั้งวิธีการโทร ต้องโทรในตู้โทรศัพท์เท่านั้น บางอันบอกต้องเป็นหน้าวัดด้วย, ที่เหมือนกันก็คือต้องโทรคนเดียว ตอนเที่ยงคืน เวลามีคนมารับ บางตำนานบอกว่าถ้าเป็นผู้หญิงรับจะให้ลาภ ถ้าเป็นผู้ชายรับจะมีเคราะห์ก็มี, รับแล้วมีเสียงบอกว่า อยากเห็นผีใช่ไหม ถ้าตอบว่าใช่ ก็จะบอกว่า ให้หันไปข้างหลังสิ ก็มีครับ

    ความจริงตำนานเบอร์โทรฯ นี้มีมานานแล้วครับ ผมเคยได้อ่านเจอถึงต้นตำนานนี้มาเลย เป็นเรื่องของพนักงานองค์การโทรศัพท์คนหนึ่ง เขานึกสนุกเลยเพิ่มเบอร์นี้เป็นเบอร์พิเศษเข้าไว้ในระบบ ถึงโทรเข้ามา ก็จะเป็นสัญญาณว่าสายว่าง แต่ไม่มีทางที่จะมีคนรับ เพราะตัวเครื่องจริง ๆ นั้นไม่มีครับ แต่แล้ว เคราะห์ร้ายก็มาถึง เขาพร้อมครอบครัว ภรรยา และลูกสาว ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำตายทั้งครอบครัว ด้วยความเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีและขี้เล่น ทำให้เพื่อนร่วมงานจึงเก็บเบอร์พิเศษนี้เอาไว้เป็นที่ระลึก

    หลายคนคงเคยได้ยินมาแล้วเกี่ยวกับเบอร์นี้ แต่หลายคนคงยังไม่เคยนะครับ เบอร์นี้เป็นเลขตัวเดียว เรียงกัน 20 ตัว โดยขึ้นต้นด้วย 074 ซึ่งเป็นหมายเลขทางไกลหาดใหญ่ นั่นก็คือเรื่องนี้เกิดขึ้นในหาดใหญ่นั่นเองครับ

    ที่น่าสนใจของเบอร์นี้คือผมเคยทดลองแล้ว หมายเลขนี้ ถ้าโทร 19 ตัว ก็จะเป็นสัญญาณหมายเลขผิด 21 ตัวก็จะเหมือนกัน ใช้ตัวเลขอื่น ๆ 20 ตัว ก็ไม่ได้ ต้องเป็นเลขนี้เท่านั้น ทำให้ดูแล้ว เรื่องค่อนข้างจะมีมูลอยู่เหมือนกัน ข้อสำคัญครับ ห้ามโทรหมายเลข 074 ตามด้วยเลขนี้ 6 ตัวเด็ดขาด เพราะมันเป็นเบอร์ของคนที่มีอยู่จริง ๆ นะสิครับ ได้ยินว่าตั้งแต่ตำนานนี้แพร่กระจายไป เขาต้องปวดหัวกับคนโทรเข้าไปลองของแบบผิด ๆ เยอะเลย

    ตอนที่ผมลองหมายเลขนี้ผมเองก็ไม่กล้าลองตอนกลางคืนหรอกครับ ไปโทรที่โทรสาธารณะกลางวันแสก ๆ ในตึกที่คนเพียบเลย 555 พอมีสัญญาณสายว่างนี่รีบวางแทบไม่ทัน กลัวมีคนรับนะสิครับ เพื่อนหลาย ๆ คนก็เคยลองแล้ว ก็มีสัญญาณสายว่างแต่ไม่เคยมีคนรับเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันนี้หมายเลขที่ว่านี้ยังมีอยู่อีกหรือเปล่าครับ ไม่ได้ลองมาหลายปีแล้ว ใครว่าง ๆ และอยากลองของ จะลองโทรตามเงื่อนไขดูก็ได้นะครับ เผื่อจะได้มีโชคลาภ-หาย กับเขาบ้าง

    ในแง่ของความจริงแล้ว ผมคงยืนยันได้แต่เบอร์นี้มีจริงครับ เป็นสัญญาณสายว่างจริง ๆ และเลขอื่น ๆ รอบ ๆ ก็ใช้ไม่ได้ด้วย ต้องเป็นเลขนี้ จำนวน 20 ตัวเท่านั้น 21 ก็ไม่ได้ 19 ก็ไม่ได้ และลองมานานมากแล้ว ปัจจุบันยังมีอยู่หรือไม่ผมก็ไม่ยืนยันครับ ส่วนตำนานที่เล่าขานกันนั้น จะจริงหรือไม่ คุณคงต้องลองเองแล้วละครับ จับโทรศัพท์ขึ้นมาสิครับ หมายเลขที่ว่าคือ

    074-33333333333333333333 (20 ตัว) อย่าลืมนะครับว่า อย่ากด 074-333333 ไม่งั้นอาจจะมีคนรับสายแถมด่าแ- เป็นบุญหูแทนก็ได้ครับ แล้วถ้าโทรแล้วมีคนรับแล้วได้โชค อย่าลืมแบ่งให้ผมบ้างนะครับ แต่ถ้าเขาบอกว่าหันไปมองข้างหลังสิละก็ ไม่ต้องเผื่อผมก็ได้นะคร๊าบ......... จรลี>

ปล. โทรศัพท์มือถือใช้โทรเบอร์ดังกล่าวไม่ได้นะครับ มันจะแจ้งว่าเบอร์ผิดตลอด ต้องเบอร์บ้านหรือสาธารณะเท่านั้น 

edit @ 20 Feb 2008 11:27:29 by โชคุง

2008/Feb/19

เรื่องเล่า -

ตำนานพระกินเณร, ที่วัดแห่งหนึ่ง
เรื่องมีอยู่ว่า สมัยก่อนที่วัดแห่งหนึ่งใน นครสวรรค์
มีพระพุทธรูปองค์หนึ่ง เป็นรูปปางยืน ขนาดเท่าตัวคนจริง
เป็นพระพุทธรูปที่หลอมขึ้นมาใหม่นำมาที่วัดได้ไม่นาน

ที่วัดนั้นมีเณรและพระมาบวชกันจำนวนมากพอสมควร
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มีเหตุการณ์แปลก คือ สามเณรที่วัดหายตัว
ไปทีละคน ตอนแรกเจ้าอาวาสก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าสามเณร
คงจะหนีกลับบ้าน ก็ได้เพราะยังเด็กอยู่อาจคิดถึงบ้าน

แต่แล้วสามเณรก็หายไปมากขึ้นเรื่อยๆ เจ้าอาวาสก็เริ่มเอะใจ
จนมาเป็นเรื่องกันตอนที่โยมพ่อ โยมแม่ ของสามเณรที่หายมาหา
ก็บอกว่าไม่ได้กลับไปบ้าน ช่วงนั้นพระผู้ดูแลโบสถ์ท่านบอกว่า เ
ห็นว่ามีเศษผ้าจีวรขาดๆ ไปติดอยู่ที่ปากพระพุทธรูปที่ว่า
เอาออกหลายครั้งแล้วก็มีมาใหม่ทีแรกคิดว่าอาจมี
ใครเล่นพิเรนมากลั่นแกล้ง

แต่ท่านมาสังเกตุเห็นว่า พระพุทธรูปองค์นี้มีขนาดใหญ่ขึ้น
จากตอนแรกท่านว่าขนาดเท่าคนจริง ตอนนี้สูงสัก 2 เมตรได้แล้วมั้ง
ท่านว่าท่านคงคิดมาก ก็ไม่ค่อยได้ติดใจอะไร แต่ก็กำชับไม่ใ
ห้พระ สามเณร ออกมาข้างนอกตอนยามวิกาล แต่จะเห็นได้ว่า
สามเณรที่หายตัวไป ส่วนมากจะอยู่กุฎิแถวๆพระพุทธรูปนั้น

แต่เหตุการณ์ก็ยังต่อเนื่องอยู่ สามเณรก็ยังคงหายตัวไปอีก
เจ้าอาวาสรู้สึกผิดสังเกตมาก จนพระท่านที่เฝ้าโบสถ์เรียก
เจ้าอาวาส วิ่งมาด้วยความตกใจ เรียกเจ้าอาวาสไปดูอะไร
อย่างหนึ่ง เมื่อท่านเจ้าอาวาสมาพบก็ได้แต่ตะลึง
เพราะพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว จากตอนแรกที่ผมบอกว่า
เป็นปางยืน ขณะนี้ได้อยู่ในท่าปางนอน เป็นท่านอนตะแคง
แล้วเอามือข้างหนึ่งดันเศียรเอาไว้ แล้วขนาดก็ใหญ่ขึ้นด้วย
ท่านบอกว่าตอนนั้นใหญ่กว่าคน 3 คนอีก

แล้วที่น่ากลัวคือ พบเศษจีวรติดที่แถวปากพระพุทธรูปนั้น
อีกแล้ว เห็นอย่างนี้ท่านเจ้าอาวาสก็ไม่รอช้า จัดเวรยาม
เฝ้าพระพุทธรูปองค์นี้จนเช้า
วันรุ่งขึ้นจึงจ้างช่างประตู ทำเป็นประตูเหล็กล้อมกรอบ
ให้ขนาดใหญ่กว่าตัวพระพุทธรูปเล็กน้อย ล้อมจนหมด
นับจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์สามเณรหายอีกเลย
แล้วก็ไม่พบสามเณรที่สูญหายไปจนถึงเดี๋ยวนี้เช่นกัน

< credits to http://www.yimwhan.com/board/show.php?user=banhunsa&topic=1&Cate=5>

แล้วมันจริงไหม

ตำนานพระพุทธรูปหรือรูปปั้นกินคนนี้ ถือเป็นตำนานระดับท็อปอันหนึ่งของไทยเลยก็ว่าได้ครับ เพราะว่าเกือบทุกภาค ทุกจังหวัด มักจะมีเรื่องราวคล้าย ๆ กันนี้เป็นของตัวเอง เกี่ยวกับพระพุทธรูป หรือรูปปั้นที่กินคน

ตั้งแต่เด็ก ๆ มา ผมเองก็ได้ยินเรื่องราวทำนองนี้มาแล้ว ในจังหวัดสุราษฎร์ อ.เมือง มีวัดอยู่วัดหนึ่ง หน้าโบสถ์จะมีรูปปั้นยักษ์ยืนเฝ้าทางเข้าอยู่ ที่น่าแปลกคือที่เท้าของยักษ์นั้นจะมีรอยเปื้อนเป็นคราบอยู่ และยังมีโซ่ตรวนล่ามข้อเท้าเอาไว้อีกด้วย ตำนานว่าไว้ว่า เมื่อก่อนนั้นยักษ์ตัวนี้ตกกลางคืนเคยเดินออกไปเที่ยวไล่จับคนมากินครับ ทำให้พระ เณร รวมถึงฆราวาส แถวนั้นเดือดรอนกันเป็นอันมาก แล้วพระที่มีตะบะองค์หนึ่งก็ได้มาทำพิธีกำหราบยักษ์ตนนี้ และทำการร้อยโซ่ไว้เพื่อไม่ให้ออกไปอาละวาดได้อีก จึงเป็นที่มาของตรวนที่ร้อยข้อเท้าไว้กับกำแพงโบสถ์ครับ ขณะเดียวกันก็มีตำนานว่า ถ้าเอามะนาวไปบีบใส่ที่เท้ายักษ์จะทำให้ยักษ์ทรมาณ ที่เท้าของยักษ์เลยมีรอยเปื้อนน้ำมะนาวอยู่เป็นคราบจนถึงวันนี้ครับ นอกจากนั้นแล้วในอำเภอไชยาเองก็มีเรื่องพระพุทธรูปกินคน ที่ถูกตอกปากไว้ด้วยตะปูเพื่อไม่ให้ออกไปจับคนกินได้อีก ขณะที่อีกกระแสบอกว่า ท่านให้หวยแม่น เลยถูกมือดีเอาตะปูไปตอกปากไว้เพื่อไม่ให้บอกหวยชาวบ้านได้อีก

จากที่พูดมาจะเห็นว่าเรื่องราวของพระพุทธรูปกินคน หรือรูปปั้นกินคนนี้ มีกระจัดกระจายอยู่มากทั้งประเทศเลยก็ว่าได้ ยกตัวอย่างอื่น ๆ ที่ได้มาจากในเน็ต

 

 

เป็นเรื่องจริงที่ตนเองไปพบมา เกิดขึ้นที่บ้านกรูด จ. ประจวบคีรีขันธุ์ค่ะ...ชื่อ "วัดถ้ำคีรีวงศ์"

มีพระพุทธรูปปั้นเป็นรูปนอน ใหญ่พอสมควร อยู่ในถ้ำค่ะ ที่ตนเองไปเที่ยวล่าสุดนั้น ได้ถูกสร้างกรงขังล้อมรอบ (ซึ่งดูแล้วรู้สึกไม่ดีมากๆ)
ซึ่งพระและชาวบ้านแถวนั้นก็พูดกันต่อ ๆ ว่าเป็น "พระกินคน"
เล่ากันว่า...เคยมีเด็กเล่นซ่อนหากันแล้วหายไปทั้งหมดเลยค่ะ
เณรก็หายตัวไป...แล้วก็ยังบอกว่ามีรอยเลือดติดอยู่ที่ปากพระ (ขอโทษนะคะ ถ้าใช้คำผิดว่าปาก)
ทุกท่านคิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือปล่าว หรือว่าน่าจะเป็นการอ้างเพื่ออะไรสักอย่างหรือปล่าว เช่น กันขโมย ไม่ให้เด็กเข้าไปเล่น แล้วถ้าเป็นการอ้าง ซึ่งทำให้คนเข้าใจผิดอย่างนี้คนที่ต้นคิดการอ้างน่าจะเป็นบาปนะคะ...น่าจะหาวิธีอื่นนะคะ

คนข้างวัด
ผู้เยี่ยมชม

ตอบ:ของโบราณ - 18/05/2007 21:26 ครั้งก่อนนั่งพักบ้านยายเนื่อง ตาอั้น ลูกชายแก เพื่อรผม เรียนกันมาถึง ป.6 ก็แยกย้ายไปตามวิถีชีวิต สะพานข้ามลำคลองเล็กๆ ก่อนนี้เป็นไม้ น้ำใส เห็นปลา มีหลายหลากชนิด เพราะว่า ลำคลองเส้นนี้ มาจาก "บางจาก " หลัง ร.ร. วัดสว่าง ก่อนนี้ ผมเดินเข้าไปใน บางหลัง ร.ร. ไปกันกับเพื่อน 3 - 4 คน ยังเด็ก ( 10 - 11 ขวบ ) ไปดูเขาวางที่ดักปู ดำ ขากลับ หลงครับ มาโผล่ แถวๆบ้านครูพัฒน์ อันตรายมากครับ ข้างในบาง ปุดำ ปุแสม กุ้ง ปลาเยอะมาก เพราะว่าเป็นคลอง 2 น้ำเวลาน้ำทะเลขึ้น ก็เป็นน้ำเค็ม หรือ เป็นน้ำจืดเวลาน้ำทะเลลง และที่สะพานก่อนถึงบ้าน ยายเนื่องนี่ก็เป็นที่ชุมนุม ของเด็กที่มาเล่นน้ำ หลังจากกลับจาก ร.ร. ผ่าน บ้านยายเนื่อง เลย บ้านครูพัฒน์ ซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่รู้เรื่องของ หลวงปุ่ พัน มากๆ คนหนึ่ง ทะลุไปถึง 4 แยกของถนน ที่เลี้ยวซ้ายไป แพปลา เลี้ยวขวาไป หัวตอดำ ตรงไปก็ บางมะพร้าว และเมื่อเราไปยืนที่แพ มองข้ามแมน้ำไปเห็นวัดในเขาอยู่ตรงหน้า ต้องใช้เรือข้าม ไม สะพานเหมือนปัจจุบันนี้ ตรง แพปลานี้ ตอนนั้น ไม่มีใครกล้าลงเล่นน้ำนะ ( หรือมีก็ไม่ทราบ ) เพราะว่าน้ำนิ่งมาก และประกอบกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับจรเข้ที่ผุ้ใหญ่เล่ากันมาจนผมกลัว แต่พอหน้าน้ำนี่น้ำเหนือลงแรงมาก น้ำนี่เหลือง และแรงมาก บางคั้งผมเคยเห็น กวาง ลอยตามน้ำมาด้วยก็มี
เราเดินทะลุไปถึงริมคลอง ข้ามไปบางมะพร้าว ที่นี่ มีเวลาหนึ่งที่ผมชอบมาดุ แต่อัตราย คือช่วงหน้าน้ำหลาก เพราะว่าจุด นี้ จะเห้นปริมาณน้ำ และความแรงความน่ากลัวของน้ำที่ใกล้ที่สุด แต่ไม่เคยข้ามไปทางบางมะพร้าวเลย มีแต่เห็นธรรมชาติข้างทางริมคลอง เวลา ผมนั่งเรือกองเชียร์ เวลาไปดูงานแข่งเนือ ธรรมชาติ สวยมาก นั่งข้างแคมเรือ เท้าห้อย ราน้ำไป นึกถึงแล้ว อยากเป็นเด็กอีก ส่วนการไปวัด ตอนเด็กแม่พาข้ามเรือตรง แพปลา ตรงที่ข้ามเรือไปฝั่งกระโจม แล้วนั่งรถต่อไปที่วัด ตอนนั้นสนุกมาก เพราะไปช่วงมีงาน เดินขึ