Review

2009/Aug/10

 The Legend of Sun Knight พลิกตำนานเทพอัศวิน / สำนักพิมพ์เอ็นเทอร์บุ๊ค
ISBN 978-611-06-0093-4 / 139 บาท
 
หายไปนานกับการ review หนังสือครับ ต้องยอมรับจริง ๆ ช่วงที่ผ่านมายังไม่มีหนังสือเล่มไหน
"โดน" สุด ๆ จริง ๆ มีเรื่องอ่านได้เยอะพอควร แต่ยังไม่ "โดน" ขนาดจะเอามา review
จนกระทั่งเจอเล่มนี้ครับ
 
จริง ๆ แล้วเล่มนี้ตอนที่หยิบออกมาจากชั้นผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนัก
กะว่าคงเป็นนิยายแฟนตาซีตามสูตรอีกอันหนึ่ง ที่รวมความคงอ่านได้เรื่อย ๆ
เอามากะคั่นเวลาอ่านพวกหนัก ๆที่อ่านอยู่ประมาณนั้น
 
และก็เพิ่งมาสังเกตุตอนจ่ายเงินแล้วว่า เป็นหนังสือจากจีนอีกต่างหาก ยิ่งรู้สึกว่าคงไม่ไหวแฮะ
เพราะที่ผ่าน ๆ มายังไม่เคยเจอเรื่องที่โดนจริง ๆ จากทางนี้เลย
ส่วนหนึ่งคงเพราะผมเองค่อนข้างแพ้ชื่อจีน เวลาตัวละครออกมามาก ๆ จะจำไม่ค่อยได้
ตัวไหนเป็นตัวไหน ตอนกลับมาถึงบ้านก็เลยไม่ได้เปิดอ่านทันที ไปอ่านเรื่องที่ค้าง ๆ อยู่
 
หลังจากอ่านเรื่องอื่นจนเหนื่อย กะว่าจะไปกินข้าวเลยจับเล่มนี้มา กะอ่านสบาย ๆ เวลากินข้าว
ปรากฎว่า ขำกลิ้ง จนอ่านรวดเดียวจบ!
รู้ตัวอีกทีก็มานั่งอ่านเล่ม 2 ของมันซะแล้ว (เรื่องนี้ออกมา 2 เล่มพร้อมกันครับ ผมก็หยิบมาพร้อม ๆ กัน
กะว่าถ้าดีจะได้ไม่ต้องเดินออกมาซื้อ) 
 
เรื่องนี้ รวมความแล้ว ก็เป็นเรื่องแบบแฟนตาซีแนวญี่ปุ่น มากกว่าที่จะเป็นเรื่องที่เป็นแนวจีน ๆ
คือเป็นยุคสมัยแบบยุคอัศวิน(ขอบคุณพระเจ้าแห่งแสงที่ไม่มีชื่อภาษาจีนปรากฎในเรื่องเลยสักชื่อ)
ที่มีเรื่องของเวทย์มนต์ เทพเจ้าแห่งแสง แห่งความมืด
ซึ่งถ้าถึงตรงนี้ก็คงไม่แตกต่างจากหนังสือแนวนี้ทั่ว ๆ ไปเท่าไหร่
แต่
ที่ทำให้เรื่องนี้ต่างคือ การนำเสนอครับ การนำเสนออีกด้านของเหล่าอัศวินขี้เก็ก
มาตีแผ่ว่า มันก็คนธรรมดาเรานี้เอง อย่างสนุกสนาน ผ่านมุมมองของตัวเอกที่เป็นอัศวินแห่งแสง
 ที่ไม่ค่อยน่าจะเป็นตัวแทนแห่งแสงได้สักเท่าไหร่เลย
 
ซึ่งเรื่องนี้ เนื่องจากการปล่อยมุกอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรื่องนี้อ่านแล้วไม่น่าเบื่อครับ
แต่พอจับทางได้แล้ว หลัง ๆ อาจจะสนุกน้อยลงเพราะรู้แกวอยู่บ้าง
แต่พระเอกก็จะทำอะไรให้คาดไม่ถึงอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ทำให้เรื่องสนุกมาก แต่ก็ไม่ใช่สนุกอย่างไร้เนื้อเรื่องซะทีเดียว
 ถือว่าทำเนื้อเรื่องได้สนุกสนาน และน่าติดตามไม่น้อยครับ
 
 ถ้าจะให้คะแนน เรื่องนี้ผมให้ 8.5/10 จริง ๆเรื่องนี้ผมหาข้อเสียไม่เจอเท่าไหร่ แต่พออ่านเล่มสองแล้ว
มันรู้สึกขาด ๆ บางอย่างที่ไม่จุใจเท่าที่ควร แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์สนุกจนอ่านรวดเดียวจบ
 แนะนำให้ใช้อ่านเวลาเครียด ๆ นับว่าคลายเคลียดได้ดีครับ
 
เรื่องย่อ ผมขอยกเอา ตอนท้ายของบทนำลอกมาเลยละกัน มันอธิบายความเป็นเรื่องนี้ได้ดีที่สุดครับ
 
"ลูกเอ๋ย จากวันนี้เป็นต้นไปเจ้าคือผู้รับช่วงตำแหน่งเทพอัศวินครีอุส ขอเพียงเจ้าไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก เมื่อต้องเจอกับอุปสรรคก็ยิ่งแกร่งกล้า แม้ต้องพบกับความเหนื่อยยากหรือกิเลสตัณหา
เจ้าก็ต้องรักษาเกียรติแห่งอัศวินเอาไว้ให้ได้ แล้วเมื่อเจ้าเติบโตขึ้น
เจ้าก็จะได้รับตำแหน่งเทพอัศวินครีอุสต่อจากข้า"
"ท่านอาจารย์ ข้าไม่อยากเป็นแล้วได้ไหม"
"ไม่ได้!"
"ทำไมล่ะขอรับ"
"เพราะขจ้าลืมเตรียมตัวสำรองเอาไว้นะสิ"
"...."
 
ปล. เรื่องนี้ไม่มีเรื่องรักหวานจ๋อย ไม่มีนางเอก ไม่มีเรื่อง Y นอกจากจะจิ้นไปเอง ดังนั้นผู้มองหาเรื่องดังกล่าวอาจจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปขอรับ! @.@


edit @ 10 Aug 2009 01:51:55 by โชคุง

2008/Feb/15

 

 

    แล้วผมก็มีโอกาศได้ดู รักแห่งสยาม จนได้ หลังจากที่รอให้ดีวีดีออกมานาน จนซีดีมันออกมาก่อน ทั้ง ๆ ไม่เคยได้ดูมาก่อนเลย ได้อ่าน/ยิน แต่เสียงวิภาควิจารณ์ทั้งแง่บวกลบของเรื่องนี้

    เรื่องของเรื่องคือ ความจริงผมไม่ได้คิดจะดูหนังเรื่องนี้แต่แรกสักเท่าไหร่ ปรกติก็เป็นคนตกเทรนอยู่แล้ว หนังส่วนใหญ่ก็รอจน DVD ออกไปพักใหญ่แล้วถึงจะได้มีโอกาศได้ดู และด้วยเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ตามข่าววงการบันเทิงซักเท่าไหร่ เลยไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลยสักนิด แค่รู้จักชื่อและก็รู้ว่ามะเดี่ยวกำกับ แค่นั้นจริง ๆ 

    จุดพลิกผันของเรื่องคงเป็นตอนที่มีโอกาศได้ฟัง "กันและกัน" แล้ว มันโดน สุด ๆ ยอมรับว่าเพลงไทยผมฟังไม่เยอะมาก เพลงที่ผมจัดว่าชอบ กับฟังได้ ก็มีพอสมควร แต่เพลงที่โดนนี่ น้อยแบบนับหัวได้ (ถ้าเป็นเพลงญี่ปุ่นละหลายเพลง) เรียกว่าถูกใจตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก แถมฟังอีกหลาย ๆ ครั้งแบบต่อเนื่องนี่ น้อยยิ่งกว่าน้อย เพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงหนึ่งเลย คิดว่าเพลงที่ดีแบบนี้น่าจะอยู่ในหนังที่อย่างน้อยคงดูได้ละ เลยเริ่มสอบถามเพื่อนกับรุ่นน้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ กรรมที่รุ่นน้องที่น่าจะได้ดูที่สุดมันเม้นท์ว่า "มันเป็นหนังเกย์อะพี่ ผมเลยไม่ได้ดู" อะนะ เลยไม่รู้ว่าหนังมันดีแค่ไหนเลย ใจก็คิดว่า คงรอซื้อดีวีดีละ แต่ได้ยินว่าจะออก Limited edition ด้วย และด้วยความที่ครั้งหนึ่งเคยพลาดท่าตอนเรื่อง Season chance LE ออก มันมีเพลง Season chance - Orchestra version ที่ฟังแล้วชอบอยู่ด้วย แถมไม่มีขายแยก ทำให้จนตอนนี้ก็ยังหาเพลงนี้ไม่ได้เล๊ย (ใครมีสงเคราะห์หน่อยสิครับ XD) เลยรีบจอง LE ของ LOS ตั้งแต่วันแรกโดยทันที (ทั้้ง ๆ ยังไม่รู้เลยว่าหนังเป็นไง XD) 

    วันนี้เลยเพิ่งมีโอกาศได้ดู ถามว่าหนังเป็นอย่างไรบ้าง ผมว่า ก็เป็นหนังรักที่ดีเรื่องหนึ่ง ด้วยถ้าคุณคิดว่า ความรักมันไม่ได้มีข้อแม้ ข้อจำกัด มองภาพแบบกว้าง ๆ แล้ว จะเห็นว่ามันก็เป็นหนังรักแบบวัยรุ่นทั่ว ๆ ไป ที่ผสานเอาดราม่าเข้าไป โทนของเรื่องก็อบอุ่น แม้บางทีจะรู้สึกขัด ๆ อยู่บ้าง  เป็นบางซีน แต่โดยทั่วไปเรื่องก็ดูลื่นไหล โดยรวมแล้ว ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีครับ อยากให้คนที่บอกว่าไม่ได้ดูเพราะเป็นหนังเกย์ ได้ดูก่อนจะวิจารณ์ เพราะว่าบางครั้งแค่ไม่อยากเพราะคำบอกเล่า หรือทำเพราะคนบอกว่าดี ชีวิตมันออกจะน่าเศร้าไปแล้วละครับ 

    ความรู้สึกเหมือนกับตอนรีวิวเรื่อง New York New York เลย  คิดว่ามันจะน่าเสียดายแค่ไหน ถ้าแค่มีอคติว่า มันเป็นเรื่องของ ชช เลยไม่อยากอ่าน แล้วก็พลาดการ์ตูนหนึ่งในไม่กี่เล่มที่ได้ 10/10 ตามความรู้สึกตัวเองนะครับ

    สรุปว่า ไม่เสียดายที่ไปจอง LE version ไว้ และเนื่องจากยังไม่ได้ของ เลยหวังว่าจะมีอะไรดี ๆ แถมมาให้เยอะ ๆ ละกันครับ

ปล. เข้าไปอ่านในเวปบอรด์หลาย ๆ แห่งมาบ่นเกี่ยวกับเรื่องบริษัทที่ทำหนังนี้เอาแต่ทำธุระกิจ อ้าวก็ทำหนังไม่ได้ทำมาเพื่อการกุศลนี่ครับ หนังดีเขาก็ต้องพยายามทำเงินจากมันหน่อย ไม่งั้นเขาจะมีทุนเอาไปทำหนังดี ๆ เรื่องต่อ ๆ ไปให้ดูหรือครับ ถ้าไม่พอใจความจริงก็แค่ไม่ต้องอุดหนุน ไม่ต้องดู แค่นั้นก็พอแล้วครับ ด่าเพราะว่าคนเขาทำเงินจากผลงานของเขา มันชี้ถึงความใจแคบของตัวไปหน่อยนะครับ

 

2006/Oct/30

คงต้องพูดว่า เพราะความเชื่อมือในเรื่อง Disconnect ที่ผมเคยรีวิวไปแล้ว ทำให้ผมหยิบเรื่องนี้มาจากงานหนังสือโดยไม่ต้องอ่านหลังปกเพื่อดูเรื่องย่อ
อย่างที่ปกติจะทำเลย ซึ่งแม้ตอนหลังจะมาอ่านเรื่องยุ่อดูก่อนจะอ่านเรื่อง
ก็รู้สึกว่าน่าติดตามดี แต่ว่า...


Dejavu จิตสังหาร / Complicated เขียน
ISBN 974-94534-7-6 สำนักพิมพ์ตะวันส่อง ราคา 99 บาท

...เรื่องนี้ถ้าจะให้เทียบกับเรื่อง Disconnect ซึ่งเึคยวิจารณ์มาก่อนแล้ว ความรุ้สึกของผมคืองานนี้ด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด จริงอยู่ที่การวางโครงเรื่องก็ดี การนำเสนอแนวความคิดก็ดี ถือว่าอยู่ในขั้นน่าสนใจ อ่านได้ ลึำกลับชวนติดตาม แต่ว่า ข้อเสียจุดใหญ่ของเรื่องที่ผมแปลกใจคือ การใช้ตัวละครเป็นญี่ปุ่นหมด คือหลังจากอ่านจบ ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องใช้ตัวละครเป็นญี่ปุ่น เพราะโครงเรื่องโดยรวมของเรื่องนี้สามารถดำเินินไปได้โดยใช้ตัวละครไทย สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พอเขียนเป็นตัวละครแบบญี่ปุ่นเรียบร้อย ตัวเนื้องานผมก็อดเอาไปเทียบกับงานของทางญี่ปุ่นตรง ๆ ไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่า ความสมจริงของเรื่องที่คนไทยเขียน ไม่สามารถแสดงออกถึงญีุ่ปุ่นได้ดีเท่าตัวคนญี่ปุ่นเขียนเองอยู่แล้ว ทำให้ภาพของเรื่องมันมัว ๆ มองเห็นอะไรไม่ชัดเจน จะว่าไปนี่ถือว่าเป็นจุดหนึ่งที่ผมมักจะพบในงานเขียนของนักเขียนไทยหน้าใหม่ ที่พยายามเขียนโดยใช้ตัวละครญี่ปุ่นซึ่งก็จะเอาสิ่งที่เห็นจากการ์ตูน อนิเม หรือนิยายทางนั้นมาเป็นสิ่งแวดล้อม แต่ความที่เรื่องนั้นไม่ได้ดำเนินเหมือน ๆ กัน มันก็ต้องการสิ่งแวดล้อมที่ไม่เคยพูดถึงบ้าง ทำให้เรื่องส่วนใหญ่จึงประสบปัญหาเดียวกันคือ เมื่อหลุดออกจากวงของความรู้แล้วก็อาศัยจินตนาการเอาตรง ๆ ซึ่งถ้าเริ่มใช้แน่นอน องค์ประกอบของชีวิตประจำวันก็จะแทรกตัวอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จินตนาการโดยไม่ตั้งใจ ทำให้สิ่งแวดล้อมที่เขีัยนมันจึงดูขุ่น ๆ ไม่สมจริง (ปัญหานี้จะไม่เกิดถ้าคนเขียนพยายามสร้างโลกใหม่ไปเลย ไม่อิงกับสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่จริง) ภาพลักษณ์ของเรื่องนี้จึงเป็นอย่างที่บอก ดูขุ่น ๆ สิ่งแวดล้อมไม่กระจ่างเลย ถ้าคิดจะเขียนแบบนี้จริง ๆ คงต้องไปสัมพัสกับสถานที่จริง หรือชีวิตแบบญี่ปุ่นจริง ๆ ดูสักหน่อยก่อนละครับ ดังนั้นแล้ว ในแง่ความคิดผม หากตัวเรื่องไม่ได้มีความจำเป็นจริง ๆ ที่จะต้องใช้ตัวละครชาติอื่น เขียนด้วยตัวละครแบบไทยนี่ผมว่า จะได้ความสมจริงมากกว่าครับ (อย่าง Disconnect ถึงจะอ่านแล้วเวอร์ไปบ้างแต่ก็ยังมองเห็นภาพของเรื่องชัดเจน) ผมว่าไม่จำเป็นต้องตามกระแส เขียนเป็นญี่ปุ่นจ๋านักก็ได้ครับ อ้อ อีกอย่างคือจู่ ๆ ยัดเยียดฉากของกรุงเทพเข้าไปในเรื่อง ผมอ่านจนจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีฉากนี้เลยจริง ๆ นะ ไหน ๆ เรื่องก็ดำเนินมาในญี่ปุ่นแล้ว ก็เกิดในญี่ปุ่นหมดมันก็ไม่เห็นจะแปลกแล้ว อ้อ 2. เงิน 30,000 เยนในญี่ปุ่นนี่เยอะกว่าค่าขนมหรือเปล่าหว่าสำหรับเด็กครับ นี่ละจุดที่ทำให้ผมขัดมากจุดหนึ่งละ
ส่วนอีกเรื่องที่เรื่องนี้มีปัญหามากสำหรับความรู้สึกผมคือ การซ้ำประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ซาก ๆ จริงครับ อาจจะจงใจนำเสนอตามชื่อเรื่อง Dejavu แต่ว่าผลลัพท์คือ ทำให้เรื่องสับสนโดยไม่จำเป็น แถมเวลาซ้ำ ซ้ำทั้งหมดอีกต่างหาก เรื่องของเรื่องคือถ้าซ้ำสักครั้งสองครั้งคงจะไม่น่าเบื่อ นี่ซ้ำเป็นห้าหกรอบ เออ ปัญหาคือผมบอกตามตรง ผมอ่านข้ามไปเลย แบบขี้เกียจนะครับ เจอเข้าบ่อยครั้งเข้าหลาย ๆ ท่อนเกือบโยนหนังสือทิ้ง อยากใ้ห้เข้าใจครับ ว่าอย่างผมยังมองว่าโอเค นี่เป็นการใส่ลูกเล่น ตามชื่อเรื่อง คนไม่เข้าใจจะหาว่าคนเขียนอู้ซะงั้น เล่นก็อปเอาประโยคเดิมมาซ้ำ ๆ ๆ ๆ ๆ
นอกจากสองจุดนี้แล้ว เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่อ่านได้ครับ ถึงผมจะต้องอ่านข้ามอยู่เรื่อยตรงที่เอาประโยคมาซ้ำซากมาก ๆ ครั้ง ตัวเรื่องช่วงแรกกับช่วงหลังดูเปลี่ยนอารมณ์ไปหน่อย แต่ก็ยังดำเนินเรื่องได้ต่อเนื่องอยู่ สำหรับคนอ่าน ถ้าจะอ่านคงต้องค่อย ๆ อ่านหน่อยละครับ อ่านเร็วไปอาจจะงงเต็กกับการกระโดดไปกระโดดมาของเรื่องได้เหมือนกัน
อ้อ อีกนิด บางจุดของเรื่องดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยสมเหตุผลนะครับ สำหรับเรื่องนี้ผมให้ได้แค่ 5.5 ครับ กำลังสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นงานก่อน Disconnect หรือเปล่า รู้สึกว่างาน Diconnect จะดีกว่านะครับ
สรุปสำหรับเรื่องนี้เอาใบเหลืองไปกินก่อนใบหนึ่งครับ ไว้จะติดตามงานต่อๆ ไปครับ


- เรื่องย่อ -
เกาะแห่งนี้มีตำนาน.... กล่าวถึงความล่มสลายของเกาะ, กุหลาบดำแห่งรางร้าย. ตำนานของชายในหมวกทรงสูงที่กระทำฆาตรกรรมหมู่ยกเกาะ และความล่มสลาย.. ผู้คนที่อพยพมารู้ถึงตำนาน แต่ก็ยังมาทำมาหากินอยู่ โดยปฎิเสธที่จะเชื่อเรื่องเหลวไหลเหล่านั้น จนกระทั่งตำนานได้เริ่มย้ิอนกลับมาเกิดอีกครั้ง เริ่มจากการตายของชายคนหนึ่ง จนถึงกุหลาบทั้งเกาะที่กลายเป็นสีดำ และการปรากฎตัวของฆาตกรลึกลับในหมวกทรงสูง นี่เป็นคำสาป? การฆาตกรรมที่วางแผนไว้อย่างแนบเนียน? หรือเป็นการกระทำของปีศาจร้ายกันแน่

ปล. ไปงานหนังสือปีนี้หมดไปหลายเงินเลยครับ ได้มาเพียบ ไว้จะค่อย ๆ รีวิวเรื่องเด่น ๆ ที่อ่านแล้วดีให้ฟังกันอีกทีละกันครับ



Shinjo Sho
View full profile